จะนำเข้าสินค้าเลือกขนส่งจากจีนทางเรือ ต้องรู้อะไรบ้าง?

โพสต์เมื่อ: July 15, 2021

การขนส่งจีนทางเรือ คือ บริการชิปปิ้งจากประเทศจีนมายังประเทศปลายทาง โดยขนส่งสินค้าทางทะเลด้วยเรือ (Sea Freight) สินค้าจากต้นทางจะถูกส่งมายังโกดังบริษัทชิปปิ้ง ทีมงานชิปปิ้งโหลดสินค้าลงตู้คอนเทนเนอร์เพื่อนำขึ้นเรือและขนส่งมาที่ประเทศไทยปลายทาง โดยบริษัทชิปปิ้งจะทำหน้าที่จัดการขนส่งสินค้าให้กับลูกค้าตั้งแต่ต้นทางไปจนถึงปลายทาง

ชิปปิ้งจีนทางเรือก็เป็นทางเลือกที่นิยม มีทั้งการสั่งสินค้าแบบแชร์ตู้คอนเทนเนอร์ ได้ทั้ง LCL และ FCL (ในกรณีที่จำนวนสินค้าที่สั่งมีจำนวนไม่มากพอที่จะโหลดใส่ตู้ตอนเทนเนอร์ได้ จะใช้การเเชร์รวมกับสินค้าอื่นๆ) และแบบเหมาตู้คอนเทนเนอร์ FCL

 

ขนส่งจากจีนทางเรือ ใช้เวลากี่วัน
Fast Cargo Logistic ใช้เวลาในการชิ้ปปิ้งทางเรือ อยู่ที่ 12-15 วัน เราขนส่งจากเมืองกวางโจว เเละอี้อู

 

ข้อดี ขนส่งจากจีนทางเรือ
– ขนส่งจำนวนตู้คอนเทนเนอร์ได้มากกว่าทางรถ
– ขนส่งสินค้าที่มีขนาดใหญ่ น้ำหนักมาก
– ประหยัดค่าส่งได้มากกว่าการขนส่งทางรถ ทำให้การสั่งสินค้าปริมาณมากถูกลง


ข้อเสีย ขนส่งจากจีนทางเรือ
ระยะเวลาส่งที่ใช้เวลาประมาณ 12-15 วัน ใช้เวลาขนส่งนานกว่าขนส่งทางรถ
ทำให้เราได้รับสินค้าช้ากว่าการขนส่งทางรถ

 

ขนส่งจากจีนทางเรือเหมาะกับใคร
– สั่งสินค้าจากจีนในปริมาณมาก
– ขนส่งสินค้าที่มีขนาดใหญ่ น้ำหนักมาก
– ไม่ต้องรีบนำเข้าสินค้า เพราะการชิปปิ้งทางเรือใช้เวลาค่อนข้างนาน


ขั้นตอนเเละวิธีการขนส่งจากจีนทางเรือ

 

  1. ผู้ส่งออกสินค้า (Exporter) ในที่นี้คือทางโรงงานจีน เตรียมเอกสารการส่งออกให้กับบริษัทตัวแทนขนส่ง (Freight Forwarder)
    จองระวางเรือขนส่งกับสายการเดินเรือ (Shipping Line) และได้รับใบยืนยันการจองระวางเรือ (Booking Confirmation) เรียบร้อยเล้ว ส่งเอกสารรับรองน้ำหนักสินค้าและบรรจุภัณฑ์ (VGM) ให้กับบริษัทตัวแทนขนส่ง
  2. เมื่อขั้นตอนการยื่นเอกสารเเละจองเรือผ่านแล้ว สินค้าจากโรงงานจีนจะถูกแพ็คและบรรจุสินค้า เพื่อเตรียมโหลดที่ท่าเรือต้นทาง ภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ในใบยืนยันการจอง
    – สำหรับการส่งเเบบ FCL (เหมาตู้คอนเทนเนอร์) สินค้าจะถูกโหลดขึ้นตู้คอนเทนเนอร์จัดเก็บที่ Terminal รอโหลดขึ้นเรือ
    สำหรับการส่งเเบบ LCL สินค้าถูกนำใส่รถบรรทุก จะถูกโหลดใส่ตู้คอนเทนเนอร์ รวมกับสินค้าส่งออกอื่นๆ ที่ CFS (Container Freight Station) เพื่อรอโหลดขึ้นเรือ
  3. ผู้นำเข้าสินค้าทำพิธีการศุลกากรขาออก
    ก่อนที่สินค้าจะสามารถโหลดขึ้นเรือเพื่อขนส่งได้ จะต้องได้ใบอนุญาตส่งออก
    ขั้นตอนนี้บริษัทชิปปิ้ง จะเป็นผู้รับผิดชอบยื่นเอกสารสำคัญให้กับทางศุลกากร แจ้งข้อมูลที่จำเป็น ได้แก่
    – ใบขนสินค้าขาออกต้นฉบับและสำเนา 1 ฉบับ
    – บัญชีราคาสินค้า (Comercial Invoice) 2 ฉบับ
    – บัญชีรายละเอียดบรรจุหีบห่อ (Packing List)
    – ใบอนุญาตส่งออก (Export License)
    – เอกสารอื่นๆ เช่น เอกสารประกันภัยหรือเอกสารตามที่ศุลกากรกำหนดความสำคัญในขั้นตอนนี้คือ ถ้าเอกสารไม่ครบก็จะไม่สามารถส่งออกได้หรือสินค้าไม่ผ่านพิธีศุลกากรขาเข้าที่ปลายทางได้
  4. สายการเดินเรือโหลดตู้คอนเทนเนอร์ขึ้นเรือและออกใบตราส่งสินค้า (Bill of Lading หรือ B/L) ให้กับผู้ส่งออก เป็นเอกสารยืนยันการได้รับสินค้า โดย B/L จะระบุชัดเจนถึงประเภทของสินค้าคือ จำนวน และสถานที่ปลายทาง และมีการลงลายมือชื่อโดยตัวแทนที่ได้รับอนุญาตของผู้ขนส่ง ผู้ส่งสินค้า และผู้รับสินค้ากำกับสายการเดินเรือจะมีการเรียกเก็บค่าบริการ (Freight and Local Charges) จากผู้ส่งออก
  5. เรือบรรทุกสินค้าขนส่งสินค้าไปยังปลายทาง
    เมื่อถึงท่าเรือปลายทาง ก็จะยกตู้คอนเทนเนอร์สินค้าลงจากเรือไปจัดเก็บที่เทอมินอล รอการเคลียร์สินค้าขาออกจากผู้นำเข้าสินค้า
    ผู้นำเข้าสินค้าต้องชำระค่าใช้จ่ายปลายทาง (Local Charges) พร้อมกับนำใบตราส่งสินค้า B/L และ Arrival Notice  ไปเปลี่ยนเป็นใบตราส่งสินค้า (Delivery Order หรือ D/O) เพื่อนำตู้สินค้าออกจากเทอร์มินอล
  6. ผู้นำเข้าผ่านพิธีทางศุลกากรขาเข้า
    บริษัทชิปปิ้งผู้นำเข้าสินค้า ยื่นเอกสารสำคัญที่ใช้ในการผ่านพิธีศุลกากรขาเข้า ได้แก่
    – ข้อมูลเรือเข้า
    – ใบตราส่งสินค้า
    – แบบรายละเอียดบรรจุหีบห่อ
    – ใบแจ้งยอดเบี้ยประกัน
    – ใบอนุญาตหรือเอกสารอื่น ๆ ตามที่ศุลกากรกำหนดเอกสารดังกล่าวจะถูกจัดเก็บสู่ระบบออนไลน์หรือผ่าน Service Counter และถูกแปลงเป็นใบขนสินค้าอย่างน้อย 24 ชั่วโมงก่อนเรือเทียบท่า จากนั้นกรมศุลกากรจะทำการตรวจสอบข้อมูลที่บริษัทชิปปิ้งเเจ้งไว้ในระบบ เเละชำระภาษีอากรขาเข้าให้กับกรมศุลกากร
  7. ผู้นำเข้านำใบขนสินค้าพร้อมใบเสร็จเสียภาษีอากร และใบปล่อยสินค้า D/O ไปรับสินค้าออกจากเทอมินัล นำรถบรรทุกขนสินค้าไปเก็บที่โกดังของผู้นำเข้า เมื่อสินค้ามาโกดังแล้ว ผู้นำเข้าจะทำการตรวจสอบสภาพสินค้าและความเรียบร้อยก่อนเซ็นรับสินค้า 

 

ค่าใช้จ่ายในการขนส่งจีนทางเรือ
ในกระบวนการส่งออกและนำเข้าสินจากจีนมาที่ไทย มีค่าใช้จ่ายในการดำเนินดังนี้

  1. ภาษีนำเข้า ใช้สำหรับสินค้าทั่วไปหรือสินค้าพวกวัตถุดิบธรรมดาเท่านั้น สูตรการคำนวณคือ
    การคำนวณภาษีนำเข้า = (ราคานำเข้าสินค้าบนใบ Invoice x อัตราแลกเปลี่ยน) x อัตราภาษี + ภาษีมูลค่าเพิ่ม(VAT) 7%
  2. ค่ารับใบตราส่งสินค้าหรือ Delivery Order (D/O)  เป็นเอกสารที่ทางสายเรือจะออกให้กับผู้นำเข้าเพื่อนำไปรับสินค้าจากท่าเรือที่นำเข้า เพื่อเป็นการยืนยันว่าได้รับสินค้าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
    แบ่งเป็น 2 ประเภทตามลักษณะการบรรทุกสินค้า1.) FCL (Full Container Load) การบรรทุกสินค้าแบบเต็มตู้ (แบบเหมาตู้)
    เสียค่านำตู้สินค้ามาลงไว้ที่ท่าเรือ คิดค่าระวางตามจำนวนตู้
    – ตู้ขนาด 20 ฟุต ใช้อัตรา 4,000 – 5,000 บาท ขึ้นไป
    – ตู้ขนาด  40 ฟุต ใช้อัตรา 5,000 – 6,000 บาท ขึ้นไป2.)LCL (Less Container Load) การบรรทุกสินค้าแบบไม่เต็มตู้
    เสียค่าสินค้าเข้าโกดังพักสินค้าและออกเอกสารรับรองสิทธิ์การรับสินค้า คิดค่าระวางตามลูกบาศก์เมตร (CMB) หรือน้ำหนักปริมาตร (Weight Ton)
    – ใช้อัตรา 3,500 – 4,500 บาท และคิดค่าส่วนเกินที่ประมาณ 1,500 บาท (วิธีคำนวนน้ำหนักปริมาตร = กว้าง x ยาว x สูง (ซ.ม.) /1,000,000)
  3. ค่าออกเอกสาร B/O (Bill of Lading) หรือใบตราส่ง คือ เอกสารสำคัญในระบบการขนส่งทางเรือ ที่ทางสายเรือต้นทางออกให้กับผู้ส่งออกเพื่อแสดงกรรมสิทธิ์สำหรับสินค้าที่ขนส่ง จะมีรายละเอียดของชื่อผู้ส่งออก ชื่อผู้รับสินค้า ชื่อสินค้า จำนวนหีบห่อ จำนวนน้ำหนัก จำนวนตู้ เบอร์ตู้ ขนาดของตู้ ประเภทของตู้ และมีกฎระเบียบของทางสายเรือระบุอยู่ด้านหลังของเอกสาร

    มีการออกเป็น B/O หลายฉบับ เช่น ฉบับ Original, Duplicate Original, Triple Original และ Copy Non-Negotiate ทั้งหมดนี้ทางบริษัทเรือจะเรียกเก็บจากผู้ส่งออกเป็นค่าใช้จ่ายในการทำเอกสาร นอกจากนี้ ยังอาจมีค่าใช้จ่าย Local Charge อื่นๆ เพิ่มเติมในการดำเนินการภายในท่าเรือ 


หากคุณกำลังมองหาชิปปิ้ง ขนส่งจากจีนทางเรือ หรืออยากสอบถามข้อมูลเพิ่ม ติดต่อทีมฝ่ายขาย Fast Cargo Logistics ได้ค่ะ
Tel : 02-020-4404 / 098-680-7560
Email : [email protected]

 

เพิ่มเติมจากเว็บไซต์กรมศุลกากร:
พิธีการศุลกากรนำของเข้าทางเรือ

แชร์บทความนี้ :

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรังปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

  • คุกกี้เพื่อปรับเนื้อหาให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมาย

    คุกกี้ประเภทนี้จะเก็บข้อมูลต่าง ๆ รวมทั้งข้อมูลวส่วนบบุคลเกี่ยวกับตัวคุณเพื่อเราสามารถนำมาวิเคราะห์ และนำเสนอเนื้อหา ให้ตรงกับความเหมาะสมกับความสนใจของคุณ ถ้าหากคุณไม่ยินยอมเราจะไม่สามารถนำเสนอเนื้อหาและโฆษณาได้ไม่ตรงกับความสนใจของคุณ

บันทึก